Month: กันยายน 2017
 /  Month: กันยายน 2017

Present Perfect Continuous Tense

Present Perfect Continuous Tense คือ tense ที่พูดถึงเหตุการณ์หรือกระทำในอดีตและดำเนินการต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน(ทำต่อเนื่อง), เหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นและยังดำเนินการอยู่ยังไม่จบ มีโครงสร้างประโยคคือ

ประโยคบอกเล่า = S + V. have/has + been + V.ing

เช่น

– He has been sitting here for an hour. = เขานั่งอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง(ยังนั่งอยู่)

– I have been working in the garden since 10 o’clock. = ฉันทำงานอยู่ในสวนตั้งแต่ 10 โมง(ยังทำงานอยู่)

ประโยคปฏิเสธ = S + V. have / has + not + been + V.ing

เช่น

– He has not been sitting here for an hour. = เขาไม่ได้นั่งอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง

– I have not been working in the garden since 10 o’clock. = ฉันไม่ได้ทำงานอยู่ในสวนตั้งแต่ 10 โมง

ประโยคคำถาม = V. have/has + S + been + V.ing

เช่น

– Has he been sitting here for an hour? = เขานั่งอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงใช่หรือไม่

– Have I been working in the garden since 10 o’clock? = ฉันทำงานอยู่ในสวนตั้งแต่ 10 โมงใช่หรือไม่

Read more

Present Perfect Tense

Present Perfect Tense คือ tense ที่พูดถึงเหตุการณ์หรือกระทำในอดีตและดำเนินการต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน(ทำบ้าง พักบ้าง), เหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นและสิ้นสุดลง มีโครงสร้างประโยคคือ

1. ประโยคบอกเล่า = S + V. have/has + V.3

เช่น

– She has had a lot of cats. = หล่อนมีแมวมากมาย

– They have turned off the light. = พวกเขาปิดไฟไว้

– He has just had lunch. = เขาเพิ่งทานอาหารกลางวัน

2. ประโยคปฏิเสธ = S + V. have / has + not + V.3

เช่น

– He has not studied English since June. = เขาไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน

– They have not lived in Thailand for ten years. = พวกเขาไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย เป็นเวลา 10 ปี

3. ประโยคคำถาม = V. have/has + S + V.3

เช่น

– Has he studied English since June? = เขาเรียนภาษาอังกฤษ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนใช่ไหม

– Have they lived in Thailand for ten years? = พวกเขาอยู่ที่ประเทศไทย เป็นเวลา 10 ปีใช่หรือไม่

Read more

Present Continuous Tense

Present Continuous Tense คือ Tense ที่พูดถึงเหตุการณ์ที่การกระทำนั้นกำลังดำเนินอยู่ มีโครงสร้างดังนี้

1. ประโยคบอกเล่า = S + V. to be + V.1 เติม ing

เช่น

– They are going to hospital. = พวกเขากำลังไปโรงพยาบาล

– He is sleeping in his room. = เขากำลังนอนในห้องของเขา

2. ประโยคปฏิเสธ = S + V. to be + not + V.1 เติม ing

เช่น

– I am not running right now. = ฉันไม่ได้กำลังวิ่งขณะนี้

– She is not driving a car. = เธอไม่ได้กำลังขับรถ

3. ประโยคคำถาม = V. to be + S + V.1 เติม ing

เช่น

– Are you reading a book? = คุณกำลังอ่านหนังสือใช่หรือไม่

– Is he talking with his father? = เขากำลังคุยกับพ่อของเขาใช่หรือไม่

 

 

 

Read more

Present Simple Tense

Present Simple Tense คือ tense ที่พูดถึงเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน, เป็นความจริง, เกิดขึ้นเป็นประจำเสมอ มีโครงสร้างดังนี้

1.  ประโยคบอกเล่า = S +V.1 เติม s หรือ es

เช่น

– The sun ries in the east. = ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก

– I play sport every day. = ฉันเล่นกีฬาทุกวัน

– He always wakes up at seven o’clock. = เขาตื่นนอนเวลาเจ็ดโมงเสมอ

2. ประโยคปฏิเสธ = S + do / does + not + V.1

เช่น

– They do not go to school by bus every day. = พวกเขาไม่ได้ไปโรงเรียนด้วยรถบัสทุกวัน

– He does not always play sport. = เขาไม่ได้เล่นกีฬาเสมอ

3. ประโยคคำถาม = Do / Does + S + V.1

เช่น

– Do you go to school by bus? = คุณไปโรงเรียนด้วยรถบัสหรือไม่

– Does she like a cat? = เธอชอบแมวหรือไม่

Read more

Adjective (คำคุณศัพท์)

Adjective (คำคุณศัพท์)

Adjective (คำคุณศัพท์) ทำหน้าที่ขยายนามหรือสรรพนาม หรือใช้ประกอบคำกริยา

เช่น

– She is beautiful. = หล่อนสวย

– The big dog. = สุนัขตัวใหญ่

คำคุณศัพท์แบ่งได้เป็น 8 ชนิดคือ

1. Descriptive Adjectives คือ คำคุณศัพท์ที่ใช้บอกลักษณะและคุณสมบัติต่างของคำนามว่ามีลัษณะอย่างไร ได้แก่ old, new, small, big, dark, light, white, black, good, bad, tall, short, fat, thin, fast, slow, poor, rich เป็นต้น

เช่น

This is my new watch. = นี่คือนาฬิกาเรือนใหม่ของฉัน

Jame is a tall man. = เจมส์คือคนผู้ชายตัวสูง

2. Demonstrative Adjectives คือ คำคุณศัพท์ที่ใช้ระบุเจาะจงถึงนามต่างๆ ได้แก่ The, These, This, That, Those, Such, The same, A, An, Any, Another, One, Some, Such, Other

เช่น

– That boy is crying. = เด็กผู้ชายาคนนั้นร้องไห้

– He said the same thing two or three times. = เขาพูดถึงสิ่งเดียวกันนี้ 2 หรือ 3 ครั้งแล้ว

3. Distributive Adjectives คือ คำคุณศัพท์ที่ใช้ในการแยกนามต่างๆออกจากกัน ได้แก่ each (แต่ละ), every (ทุกๆ), either…or (ไม่อันใดก็อันหนึ่ง), neither…nor (ไม่ทั้งสอง)

เช่น

– Each one of you should go to school. = เธอแต่ละคนควรจะไปโรงเรียน

– Every boy in this room likes playing baketball. = เด็กผู้ชายทุกๆคนในห้องนี้ชอบเล่นบาสเก็ตบอล

-Either you or me has made a mistake. = ไม่เธอก็ฉันได้ทำสิ่งผิดพลาดลงไป

– Neither Jonny nor Jane can drive a car. = จอนนี่กับเจนทั้งสองคนขับรถไม่ได้

4. Interrogative Adjectives คือ คุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อให้เป็นคําถามโดยจะวางไว้ต้นประโยคและมีนามตามหลังเสมอ ได้แก่คำว่า what, which, whose เป็นต้น

เช่น

– Which bus do we have to take? = รถประจำทางคันไหนที่เราจะขึ้นเหรอ

– What book are you reading? = คุณกำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่

5. Proper Adjectives คือ คุณศัพท์ที่ใช้ขยายนามเพื่อบอกสัญชาติ ได้แก่ English, Thai, American เป็นต้น

เช่น

– He is American and she is Japanese. = เขาเป็นคนอเมริกาและหล่อนเป็นคนญี่ปุ่น

6. Numeral Adjectives คือ คุณศัพท์ที่ใช้ในการบอกจำนวนที่แน่นอน และไม่แน่นอนของสิ่งของต่าง

เช่น

-บอกจำนวนนับ (Cardinal) เช่น one, two, three เป็นต้น

– บอกลำดับที่ (Ordinal) เช่น first, second, third เป็นต้น

– บอกจำนวนเท่า (Multiplicative) เช่น single, double, triple เป็นต้น

7. Possessive Adjectives คือ คุณศัพท์ที่ใช้ในการขยายนามเพื่อบอกความเป็นเจ้าของของนาม ได้แก่ my(ของฉัน), our(ของพวกเรา), your(ของคุณ), his(ของเขา), her(ของเธอ), its(ของมัน) และ their (ของพวกเขา)

เช่น

– Her cat is 10-year-old. = แมวของเธออายุ 10 ปี

8. Quantitative Adjectives คือ คุณศัพท์ที่ใช้ในการบอกปริมาณ เพื่อบอกให้ทราบว่ามีปริมาณเท่าไร มากน้อยเพียงใด แต่ไม่ได้บอกเป็นจำนวนที่แน่นอน ได้แก่ much, some, all, any, enough, great, half, little, sufficient, whole เป็นต้น

เช่น

– I do not have money enough to buy food. = ฉันไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้ออาหาร

Read more

Verb to be ประโยคปฏิเสธ และ คำถาม

การนำ Verb to be ไปใช้ในประโยคปฏิเสธ และ คำถาม

การสร้างประโยคปฏิเสธโดยใช้ Verb to be สามารถเติม not ด้านหลังของ is, am, are ได้เลย

เช่น

– He is not a doctor. = เขาไม่ได้เป็นหมอ

– They are not in school. = พวกเขาไม่ได้อยู่ในโรงเรียน

การสร้างประโยคคำถามโดยใช้ Verb to be สามารถทำได้โดยนำ Verb to be ขึ้นต้นประโยค

เช่น

– Are they in school ? = พวกเขาอยู่ในโรงเรียนใช่หรือไม่

– Is he a doctor ?= เขาเป็นหมอใช่หรือไม่

Read more

Verb to be

Verb to be

Verb to be เป็นได้ทั้งกริยาแท้และกริยาช่วย ประกอบไปด้วย is, am, are มีความหมายว่า เป็น, อยู่, คือ

วิธีเลือกใช้ Verb to be จะเลือกใช้ตามประธาน

เช่น

-I ใช้ am

-he, she, it ใช้ is

-you, we, they ใช้ are

Verb to be มีหลักการนำไปใช้ดังนี้

1. ใช้เป็นกริยาสำคัญในประโยค มีความหมายว่า เป็น, อยู่, คือ

เช่น

– He is a doctor. = เขาเป็นหมอ

– They are my friends. = เขาเป็นเพื่อนของฉัน

2. ใช้วางข้างหน้า กลุ่มคำ adjective ( คำคุณศัพท์ )

เช่น

– Tony is a tall man. = โทนี่คือผู้ชายที่ตัวสูง

3. ใช้เป็นกริยาช่วยในโครงสร้างของประโยค Continuous ( ประโยคที่มี กริยา ing )

เช่น

– He is jogging in the park. = เขากำลังวิ่งเหยาะๆในสวนสาธารณะ

4. ใช้เป็นกริยาช่วยในโครงสร้างของประโยค Passive Voice(ประโยคที่ประธานเป็นฝ่ายถูกกระทำ)

เช่น

– Thousand of people were killed by the flood. = ผู้คนกว่าพันคนถูกฆ่าตายด้วยน้ำท่วม

Read more

Verb(กริยา)

Verb(กริยา) เป็นคำ หรือ กลุ่มคำที่เป็นการแสดงออก การเคลื่อนไหวหรือแสดงสภาวะของประธานในประโยค แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

1. Main verbs คือ คำกริยาแท้ หรือคำกริยาหลักของประโยค แบ่งได้อีก 3 ประเภทคือ

1.1 Action verb คือ คำกริยาหลักของประโยคที่ “บอกการกระทำ” ของประธานประโยค

เช่น

– I walk to school. = ฉันเดินไปโรงเรียน

– Birds fly in the sky. = นกบินอยู่บนท้องฟ้า

1.2 Linking Verb คือ “กริยาที่เชื่อมเสริม“ประธานของประโยคกับส่วนเสริมประธานประโยค ซึ่งอาจเป็นคำนาม หรือ คำคุณศัพท์ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นการขยายความบอกกริยาลักษณะของประธาน

เช่น

– I am a teacher. = ฉันคือครู

– She looks happy today. = วันนี้เธอดูมีความสุข

1.3 Intransitive Verb คือ “กริยาที่ไม่ต้องการกรรมมารองรับ” แต่อาจมีส่วนขยายหรือไม่ก็ได้

เช่น

– I eat. = ฉันกิน

– Birds fly. = นกบิน

2. Auxiliary Verbs or Helping Verbs คือ กริยาช่วยที่ใช้ประกอบคำกริยาแท้ ได้แก่

– Verb to be (is, am, are, was, were)

– Verb to do (do, does, did)

– Verb to have (have, has, had)

Read more

PRONOUN หรือ คำสรรพนาม

 

PRONOUN หรือ คำสรรพนาม คือคำที่ใช้เรียกแทนคำนาม คน สัตว์ สิ่งของ สรรพนามในภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็นหลายประเภทได้แก่

1. คำสรรพนาม ที่ทำหน้าที่เป็น ประธานของประโยค ได้แก่ I, You, We, They, He, She, It

เช่น

I am a doctor. = ฉันเป็นหมอ

It is a book. = มันคือหนังสือ

2. คำสรรพนาม ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค ได้แก่ me, you, us, them, him, her, it

เช่น

She hits me. = เธอตีฉัน

He goes to school with her. = เขาไปที่โรงเรียนกับเธอ

3. คำสรรพนาม ที่ทำหน้าที่แสดงความเป็นเจ้าของ ได้แก่ my, your, our, their, his, her, its

เช่น

This is my pencil. = นี่คือดินสอของฉัน

4. คำสรรพนาม ที่ทำหน้าที่แสดงความเป็นเจ้าของ ที่ได้กล่าวไปแล้วและไม่ต้องการกล่าวซ้ำอีก ได้แก่ mine, yours, ours, theirs, his, hers, its

เช่น

It is my pen. It is mine. = มันคือปากกาของฉัน. มันเป็นของฉัน

5. คำสรรพนาม ที่ทำหน้าที่แสดงการกระทำด้วยตนเอง ได้แก่ myself, yourself, ourselves, themelves, himself, herself, itself

เช่น

She goes to shcool by herself. = เธอไปโรงเรียนด้วยตัวของเธอเอง

Read more

การใช้ this, that, these, those

การใช้ this, that, these, those

this, that ใช้กับคำนามเอกพจน์ มีความหมายดังนี้

this = นี่ เช่น

This is a book. = นี่คือหนังสือ

that = นั่น เช่น

That is an umbrella. = นั่นคือร่ม

these, those ใช้กับคำนามพหูพจน์ มีความหมายดังนี้

these = เหล่านี้ เช่น

These books. = หนังสือเหล่านี้

those = เหล่านั้น เช่น

Those umbrellas. = ร่มหล่านั้น

Read more


” Guru English ” คือ การเรียนภาษาอังกฤษ การสอนภาษาอังกฤษ โดยมีสาขาที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ โดยครูชาวต่างชาติที่รู้วิธีการสอนภาษาอังกฤษ การเรียนภาษาอังกฤษ ที่มีวิธีการสอนภาษาอังกฤษ และปรับเปลี่ยนสำเนียงให้กับคนไทย เพื่อให้คนไทยสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยนทั้งด้านสำเนียงภาษาและไวยกรณ์

Social

Facebook/GuruEnglishSchool

NEWSLETTER